ก้าวแรกและความเป็นมา

The Letter

ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งเติิบโตและเริ่มทำงาน ความฝันอันดับต้น ๆ คือ อยากใช้ชีวิตแบบไม่ต้องทำงาน ท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ และหาอะไรทำที่ไม่ต้องอยู่กับที่ก็ทำได้ (เี่ราเคยแอบฝันว่าเราจะเป็นนักเขียนในนิตยสารท่องเที่ยว)

หลังจากเผชิญชีวิต และได้รู้จักการทำงาน การดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง แข่งขันกันเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ความฝันที่ว่าเป็นอันต้องพับไป เนื่องจากสภาพแวดล้อม พื้นฐานชีวิต ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น

ก็ได้แต่มุ่งมั่นหาเงิน และแอบหาเวลาท่องเที่ยวต่างจังหวัดอยู่เสมอ ๆ มีบ้างจนบ้าง ก็มีความสุขที่ไ้ด้แอบทำตามความฝันเล็ก ๆ

จนเมื่อสองสามปีก่อน ได้รู้จักเพื่อนที่ทำงานหนึ่งคนเค้าคนนั้นชื่อ ฟอร์ด (อยากบอกอยากกล่าวถึงมัน) มันดันมาเล่าว่าพี่ชายมันไม่ได้ทำงานทำการอะไร อยู่บ้านเฉย ๆ แต่รักการถ่ายรูป ถ่ายเสร็จเอามาขายในอินเตอร์เน็ต มีรายได้ประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน ประกอบกับอยู่ต่างจังหวัด จึงใช้ชีวิตสบาย ๆ

เชื่อไหมว่าเราอิจฉาชีวิตที่ได้เงินแค่ 7,000 เ้ป็นที่สุด (รู้สึกตอนนั้นเรามีรายได้ หมื่นกลาง ๆ) แอบฝันไว้ว่า จะไปใช้ชีวิตแบบนั้น และทดเอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี เราได้ดูหนังรัก โรแมนติกอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง The Letter

The Letter สำหรับคนหลาย ๆ คนคงเป็นแค่หนังโรแมนติกที่เรียกน้ำตาใครหลายๆ คน แต่สำหรับเรา The Letter เป็นดั่งแรงบันดาลใจ

The Letter บอกเล่าเรื่องราวของคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ต้น หนุ่มโสดผู้ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่เร่งร้อน อยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ดิว สาวโสดผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ต้องดิ้นรน นอนดึก ตื่นเช้า ต้นทำงานในโครงการหลวง ดูแลต้นไม้ ดิว ทำงานบริษัทเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ สองหนุ่มสาวได้พบเจอกันเมื่อยายของดิวเสียชีวิตลง ดิวจำเป็นต้องมาจัดการเรื่องบ้านของยายในภาคเหนือ (จังหวัดที่ต้นอยู่) ทั้งสองถูกใจกันตามครรลองของหนุ่มสาว แต่ด้วยระยะทางขวางกั้นทำให้ได้แค่โทรศัพท์หากันเท่านั้น เมื่อรูมเมทเพื่อนรักของดิวถูกฆาตกรรม โดยชายซึ่งพบกันทางอินเตอร์เน็ต ดิวตัดสินใจหันหลังให้เมืองกรุง เพื่อบรรเทาความเสียใจโดยไปอาศัยที่บ้านของยายในภาคเหนือ ต้นจึงมาคอยดูแล และสุดท้ายคนทั้งสองก็รักกันแต่งงานกัน

ต้นพบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย จึุงเริ่มต้นเขียนจดหมายเพื่อส่งให้ดิวเผื่อว่าตัวเองไม่อยู่จากโลกนี้ไปแล้ว ดิวได้รับจดหมายจากต้นเป็นกำลังใจเสมอ ๆ แม้่ว่าต้นไม่อยู่แล้ว …

หนังเรื่องนี้มีจุดให้เราอิจฉาอยู่สองเรื่อง

  1. เราอิจฉาต้นที่เค้าใช้ชีวิตสบาย ๆ อยู่ในที่อากาศดี ไม่เร่งร้อนมีความสุขกับชีวิต
  2. เราอิจฉาดิวที่มีอาชีพที่น่าหลงไหล เนื่องจากว่าหลังจากที่ดิวย้ายมาอยู่บ้านยายแล้ว ยังคงได้ทำงานอยู่ที่เดิม โดยส่งงานทางอีเมล์ ใช้ิอินเตอร์เน็ตทำงาน

เมื่อเราดูหนังเรื่องนี้จบ เราได้ย้อนนึกถึงเรื่องราวของพี่ชายของเพื่อนเรา และชีวิตอันน่าอิจฉาของเค้า และได้อาฆาตแค้นต่อชีวิตที่น่าอิจฉาของคนสามคนและ บอกลากับความฝันของเราไป ด้วยการลงมือทำ สำหรับเราความฝันจะเป็นความฝันอยู่เรื่อย ๆ ตราบใดที่เราไม่ลงมือทำ เมื่อเราลงมือทำแล้วความฝันจะเริ่มเป็นความจริงทีละนิด

เราไม่เคยทิ้งความฝัน แต่เราพยายามทำฝันนั้นให้เป็นจริงต่างหาก

หลังจากนั้นเราเริ่มโหยหาชีวิตอิสระ โหยหาการจากลาชีวิตมนุษย์เงินเดือน เริ่มทำตัวอยู่นอกกรอบ ขวนขวายหาชีวิตที่ต้องการ แม้จะต้องเสียอะไรหลาย ๆ อย่างไป รวมถึงงานที่เรารัก เราก็ต้องแลกเพื่อออกก้าวเดิน

เราเริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์ เริ่มศึกษาว่าเค้าหาเงินกันยังไงแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่ ทำงานที่ไหนก็ได้ที่ใจต้องการ  จนถึงวันนี้เราประสบความสำเร็จแล้ว เราไม่ต้องตอกบัตรทำงาน เราทำงานที่ไหนก็ได้ที่มีิอินเตอร์เน็ต เราสามารถใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรีบอีกต่อไป

แต่เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมือง อยู่ในที่ที่สังคมรอบข้่างเร่งรีบ แข่งขัน เราพึ่งเดินมาครึ่งทางของความฝัน แต่เราก็ได้เดินแล้ว เริ่มทำแล้ว และเราจะไม่หยุดจนกว่าเราจะหมดความฝัน เพราะฝันนั้นเป็นจริงแล้ว…

ปล.สำหรับหนังสือปกดำ ๆ ในรูปคือ สื่อนำทางอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตที่คนอื่นแอบอิจฉา ฝากไว้ก่อนพี่ชายฟอร์ด

ผลลัพท์ของกบน้อย

January 22nd, 2010 5 Comments   Posted in เรื่องของผม

มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตให้ผมมานานแล้ว ผมจะเล่าให้ฟัง
เจ้ากบน้อย ได้มาร่วมกันจัดการแข่งขัน
ปีนขึ้นไปบนยอดเสาเพื่อหาผู้นำของฝูง
เมื่อการแข่งขันได้เริ่มขึ้น กบตัวที่หนึ่ง ก็ปีนขึ้นไป
พวกฝูงกบข้างล่างก็ตะโกนขึ้นมาว่า ไม่สำเร็จหรอก เสานั้นมันสูงเกินไป
พอพูดไม่ทันจบประโยค กบตัวแรกก็รู้สึกเหนื่อยและท้อจนตกลงมา

กบตัวที่สอง ก็พยายามปีนขึ้นไป สักพักฝูงกบก็ตะโกนอีกว่า มันยากเกินไป
ไม่มีใครทำได้หรอก ไม่นานกบตัวนั้นก็ตกลงมาอีก
จนถึงตัวที่ สาม สี่ ห้า ก็เป็นเช่นเดิม
จนถึงกบตัวที่สุดท้าย มันตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้นไปสูงขึ้นสูงขึ้น
ฝูงกบข้างล่างยังตะโกนเหมือนเช่นเดิมว่า ลงมาเถอะ ไม่มีใครทำได้หรอก
แต่กบตัวนี้ยังปีนขึ้นไปปีนขึ้นไป จนในที่สุดมันก็ปีนไปถึงยอดเสาได้

เพื่อนๆอยากรู้ไหมครับว่าทำไมกบตัวนี้ถึงสามารถปีนถึงยอดเสา
ไม่เหมือนกบที่ตกลงมาตัวแล้วตัวเล่า
ที่ปีนไปได้เพราะมันหูหนวกไม่ได้ยินเสียงที่เพื่อนพ้องกบตะโกนเรียกให้ลงมา

ผมเป็นกบตัวนั้น ผมหลับหูหลับตาปีน ๆ ๆ ๆ และก็ยังคงปีนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังว่าสักวันจะถึงจุดหมายที่เราฝันไว้ คนรอบข้างต่างร้องเรียก และตะโกน แต่ด้วยนิสัยไม่ยอมแพ้ผมก็ปีนเรื่อยไป คนข้างกายถามว่าทำอะไร ผมก็ไม่ตอบตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้นไปเรื่อย ๆ

จนมาถึงวันนี้ ผมปีนขึ้นมาได้ครึ่งเสาแล้ว แต่อนิจา เมื่อผมมองกลับลงมา คนที่รักผม คนที่ผมรัก เค้าไม่ตะโกนคุยกับผมแล้ว บางคนเดินหนีจากผมไปแล้ว ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า เมื่อผมถึงยอดบนสุดของเสา ผมจะเหลือใครอยู่เคียงข้างกายผมบ้างไหม

วันนี้ผมเศร้า เศร้าที่มุ่งแต่จะสร้างฝัน เศร้าที่ไม่เคยบอกใครเลยว่าผมคิดอะไร มันคือทิฐิมานะ โง่ ๆ ที่เป็นพลังส่งให้ผมสำเร็จ

แต่ความสำเร็จนั้นผมกลับต้องชื่นชมมันคนเดียวละหรือ แล้วผมจะมีความสุขไหม..

เมื่อผมจะไม่ได้บอก “รัก” ใครเลย

ไ้อ้นอทเอ๋ย เจ้าเข้าไกล้ความฝ้ันไปอีกก้าว

January 13th, 2010 3 Comments   Posted in เรื่องของผม

สวัสดีครับไม่ได้เขียนเรื่องราวซะนาน และก็คงเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

เพราะตอนนี้ ผมหาแนวทางของ Blog นี้เจอแล้ว มันคือ Blog ส่วนตัวโดยแท้ ผมจะเก็บบล๊อกนี้ไว้ระบายสิ่งต่าง ๆ ที่มันตกผลึกอยู่ในความคิด ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ อาถรรพ อาฆาต ของตัวเอง เอาไว้เขียนนั่นเขียนนี่ไปเรื่อย ไม่มีสาระ
ใครอยากหาสาระ ให้ไปที่อื่นเลยครับ ผมรับประกันว่าที่นี่ไม่มีแน่นอน
เอาล่ะโม้มานานแล้วมาเข้าหัวข้อเรื่องกันดีกว่า

เรื่องของเรื่องคือ ผมมีความฝันอยู่อย่างหนึ่ง เป็นความฝันเรื่องอนาคต ชีวิต อาชีพของผมเอง
ฝันนั้นก็คือ ผมอยากใช้ชีวิตอิสระ และมีเงินใช้ ท่องเที่ยวไปเรื่อย ไม่สนโลก ดูสังเกตุ ศึกษา เมืองไทยที่ผมรัก ไปแสวงหาความจริงใจ ผ่านคนไทย ในต่างจังหวัด ซึ่งมันคนหาได้ยากเต็มทีในเมืองที่มีแต่คนตอแหล ปลิ้นปล้อน หลอกลวง
ไปดูรอยยิ้ม การแบ่งปัน ใบหน้าที่แสดงความยินดีที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือน
ผมบอกตรง ๆ ว่าผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ผมได้ไปเยือนต่างจังหวัด และมีคนต่างจังหวัดออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม จริงใจได้พูดคุย ได้สนทนากับเค้า

ตอนนี้ผมได้เข้าไกล้ความฝันนั้นเข้าไปอีกนิด เพราะงานที่ผมรัก และทำมันตอนนี้เริ่มออกดอกออกผลแล้ว ผมเริ่มมีรายได้เข้ามาบ้างโดยไม่้ต้องทำงานประจำ ไม่ต้องดูแลกิจการอันน่าเบื่อ ดังนั้นผมอยากทำอะไรผมก็จะทำ

ตอนนี้ผมอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี ผมมีภาระกิจที่ต้องพาแม่มาธุระส่วนตัว และรักษาตัวจากโรคอัมพฤกษ์ ที่แกเป็นอยู่ ผมเลยมีโอกาสได้ลองศึกษารูปแบบชีวิตที่ผมหลงไหลอย่างโงหัวไม่ขึ้น ทำให้ผมพบว่า ผมมีความสุข สบายใจ อย่างที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อน ได้เที่ยว ได้พูดคุย และได้ทำงานที่ผมรัก

อยากบอกว่าผมสุขใจนัก

เป้าหมาย 50,000 บาทต่อเดือน หรือ 600,000 บาทต่อปี

เป้าหมาย มีไว้พุ่งชน กระทิงแดง 555

ไม่มีอะไรครับคือตอนนี้ผมเริ่มมีแพลนให้ตัวเองแบบเป็นเรื่องเป็นราว พร้อมเครื่องมือในการทำงาน เวลา และมันสมอง ครบแล้วทีนี้ก็เหลือเดินให้ถึงเป้าหมาย โดยผมเริ่มสตาร์ทสิ้นเดือนนี้ คือ 30 พฤศจิกายน 2552 และจะเริ่มมีรายได้วันล่ะ 50US ดอลล่า หรือประมาณ 1,500 บาทภายในสิ้นเดือน มกราคมครับ ดังนั้นเดือนกถมภาพันธ์ ผมจะมีรายได้เดือนละอย่างต่ำ 50,000 บาทแล้ว เหลือเวลา อีก 60 วัน โอ้พระเจ้าจะทำทันไหมนี่

เป้าหมาย 50,000/เดือน

เป้าหมาย 50,000/เดือน

จากการที่ตั้งท่าร่างแผนว่าจะทำยังงั้นอย่างงี้มานาน สรุปว่าการร่างแผนคือตัวถ่วงอย่างนึงของผมไปซะแล้ว

มีคนบอกผมว่าทุกครั้งที่คุณวางแผน เท่ากับว่าคุณลดระยะเวลาในการเดินลงไปได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องอ้อม ไม่ต้องย้อน แต่มันใช้ไม่ได้กับผม

จากที่ทดสอบทำอะไรตามแผนมักจะช้าและไม่ทันกิน อืดอาดมัวแต่วางแผน ไม่สำเร็จสักที

แต่ตอนนี้ผมฉีกแผนทิ้งไปแล้วทำอะไรตามสัญชาติญาณล้วน ๆ สบายใจดี นึกอะไรได้ก็ทำ กลายเป็นว่าเวลาวางแผนทำงานได้แค่วันละ ห้า หกชั่วโมง แต่เวลาไม่วางแผน ทำงานได้วันล่ะ สิบห้าชั่วโมงขึ้นไป

เอาล่ะเสียเวลามามากแล้ว พุ่งชนเป้าหมายกันดีกว่า ..

ไมโครซอร์ฟเจ้าจะขาย ซอร์ฟแวร์หรือเหล้าเบียร์

ustice microsoft

ustice microsoft

จากบทความที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้เรื่อง ไมโครซอร์ฟถูกศาลมะริกัน สั่งห้ามขายสินค้าตระกูล Office Family หากไม่ถอดฟังชั่น xml ออกเนื่องจากทะลึ่งไปละเมิดลิขสิทธิ์ ของบริษัทฝั่ง แคนนาดา ดังนี้ ลูกค้าเฮ ไมโครซอร์ฟ ถูกศาลสั่งเลิกขาย Office Family

และมาตรการการดิ้นรนงวดสุดท้ายก่อนตายของ ไมโครซอร์ฟวินโดว์เอ็กซ์พี ของไมโครซอร์ฟคือบังคับให้ร้านเกมทั้งหลายซื้อ OS ตัวที่ไกล้จะปลดระวางและถูกเลิกขายนี้ โดยเปิดโอกาสให้ซื้อผ่าน โครงการ Microsoft Get it Right โดยโหมกระหน่ำออกมาบอกว่ามันราคาถูกกว่าเดิมมากมาย แถมมีซอร์ฟแวร์ลิขสิทธิ์ใช้ด้วย ทั้งที่ซอร์ฟแวร์ OS ตัวนี้เป็นระบบปฏิบัติการที่ชราภาพมากแล้ว ไกล้ลงโลงเต็มทีตามอายุของมัน

ก็โอเคละอย่างน้อยผมก็เห็นว่ามันราคาถูกดี จากทั้งสามโครงการ ราคาคร่าว ๆ จะไม่เกิน สองพันบาท ครั้งแรกถูกสุด 1,499 บาท และเพิ่งผ่านพ้นไปกับ โครงการสี่ที่ขายในราคา

win pro 7 SNGL  2,150
ofice 2007         1,050

แผ่นลงโปรแกรม
win 7                1,500
office                1,500

ขั้นต่ำ 5 ชุดเป็นอย่างน้อย More »

เธอผู้ไม่แพ้..

ชีวิต..เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่ง

ความหวัง..ที่ตั้งไว้กลับไม่เป็นดั่งหวัง

พลัง..ในจิตใจลดน้อยลงตามกาลเวลาต่อการทำสิ่ง สิ่งหนึ่ง

หมดหวัง..และท้อแท้ต่อการทำสิ่ง ๆ นั้น เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่

เวลา..ที่ใช้ไปถือว่าไม่ขาดทุน แค่เป็นการค้นหาสิ่งที่เป็นตัวเองก็เท่านั้น

สุดท้าย..มันก็แค่การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

สิ่งที่ได้มา..คือประสบการณ์การเรียนรู้ การเข้าถึงจิตใจตัวเองอีกระดับหนึ่งเท่านั้น

ส่วนที่เสียไป..คือสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำก็ไม่มี อย่างไรก็เท่าทุน

เ่คยมีคนบอกว่า วันนี้ คือเมื่อวานของพรุ่งนี้ = ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง

เคยมีคนบอกว่า เมื่อวานคือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว พรุ่งนี้คือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง วันนี้คือสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด

เมื่อไม่มีอะไรได้มา ก็ไม่มีอะไรเสียไป

ไม่ได้ยอมแพ้ ไม่ได้ไม่สู้ แต่ไม่มีอะไรต้องสู้

ไม่แพ้ แค่กำลังจะล้ม

เเค่อยากบอกว่า “เหนื่อย”

——————————–


Seasons Change – Bakery Love Too

เหนื่อยและท้อแท้ จะต้องล้มกี่ครั้งกันชีวิตคน

ไม่มีอะำไรมาก เบื่อและเหนื่อยกับการรอคอยการล้มลงอีกครั้งของชีวิตเพื่อที่จะเริ่มลุกขึ้นมาสู้ใหม่

แต่จะต้องล้มอีกี่ครั้ง ชีวิตคน

Live and Learn & กมลา สุโกศล

หลักการตั้ง “ความหวัง และ ความฝัน”

September 25th, 2009 No Comments   Posted in เรื่องของผม
วันนี้เป็นอีกวันที่ได้อ่านหนังสือที่ซื้อเก็บไว้เพื่อเพิ่มพลังในร่างกายของตัวเอง เนื่องจากผมได้ ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างซึ่งมันเป็นความเสี่ยงในชีวิตผมอีกครั้ง อย่างว่าชีวิตผมมันโลดโผนเสียจริงการตัดสินใจนั้นคือ
ผมขายร้านเกม ที่รายได้เดือนล่ะ 45,000 มานั่งทำเว็บอย่างเดียว ทั้งที่ทำเว็บยังไม่เคยได้เงินถึงขนาดเลี้ยงตัวเองได้

เพียงแต่ผมรู้สึกว่าทำเว็บมีความสุขมากกว่า ร้านเกม ผมกล้าเสี่ยงเพราะผมเชื่อว่าผมทำได้ ครอบครัวผมกล้าเสี่ยงเพราะเชื่อผม

ถ้าเราเชื่อว่าทำได้มันต้องได้ครับ

ทำงานที่รัก ดีกว่าฝืนรักงานที่ทำ แต่มันก็ต้องมีเป้าหมาย ไม่ใช่ออกมาเสี่ยงอย่างเลื่อนลอย

คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีเป้าหมายของชีวิต
หลักการตั้งเป้าหมายของชีวิต ต้องทำดังนี้ More »

ภาวะผู้นำ

September 18th, 2009 No Comments   Posted in เรื่องของผม

จั่วหัวเรื่องซะวิชาการ ช่างไม่เหมาะกับเราซะนี่กระไร “ภาวะผู้นำ” โอ้บร๊ะเจ้า

หลังจากหลงไปปลื้มกับ คีย์เวิร์ด สภ.พระประแดงอยู่พักใหญ่ ก็กลับมาสู่สภาวะปกติเสียที ที่ดีใจไม่ใช่อ่ะไรหรอก มันเหมือนกับเวลาเราพูดอะไรไว้แล้วทำได้อย่างที่พูด มันหมายถึงค่าของตัวเราเอง ค่าของคน ผมว่าสัจจะมันเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่าตอนนี้คนเราหลงลืมเรื่องนี้กันไปมาก ตอนนี้ผมได้เกิดภาวะผู้นำขึ้นในตัวของตัวเอง เนื่องจากไปตกปากรับคำเพื่อน  ๆ กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่เค้าเชื่อในตัวผม ตกลงใจมาเดินตามในเส้นทางที่เราคิดไปเองว่าถูกต้อง เลยต้องทำตัวให้เป็นผู้นำ เหนื่อย แต่ผมว่ามันคุ้มค่า เมื่อรู้ว่ามีคนรอเราอยู่ด้านหลัง มันทำให้เรามีกำลังใจทำงานมีพลังเร้นลับมหาศาล ส่งหนุนเนื่องอยู่ด้านหลังเรา ผมถึงไม่สงสัยเลยว่าเมื่อเวลาคนอยู่ในอำนาจ เค้ามักทำอะไรที่คนทั่วไปนึกไม่ถึงอยู่เสมอ

ครับ ตอนนี้ผม อยู่ในสภาวะนั้น ๆและผมจะทำในสิ่้งที่หลาย ๆ คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มีอีกแปดคนเชื่อว่าเป็นไปได้ ผมจะทำมันแบบเต็มความสามารถ ผมสัญญา

นี่ล่ะ ภาวะผู้นำที่เกิดขึ้นในตัวผมตอนนี้ ติดตามโปรเจคนี้ได้ที่ เสียวสมุทรปราการ มันมีอายุ 4 เดือน รอคอยครับคอยที่จะร่วมแสดงความยินดีกับผม หรือคอยโห่ไล่เวลาไม่สำเร็จ คนเค้าจะได้รู้ว่า ไอ้นอทซ่าา มันขี้โม้

จนกว่าจะพบกันใหม่

NotZaa

กำลังใจของเรา เราต้องสร้างเอง

September 4th, 2009 No Comments   Posted in เรื่องของผม

ทุกครั้งที่เหนื่อยท้อแท้ นอกจากครอบคร้วแล้ว ก็มีตัวผมเองนี่ล่ะที่เป็นกำลังใจให้ตัวเองได้ แต่เมื่อใดที่ตัวเองอ่อนล้าจน ไม่สามารถ ยืนหยัดลุกขึ้นสู้กับสิ่งที่มันมากระทบชีวิตในยามนั้น

ผมจะหันมามองคนที่ต่ำกว่า แย่กว่าผม ไม่ได้มองเพื่อดูถูก ไม่ได้มองเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น แต่มองอย่างยอมรับนับถือ นับถือความเข้มแข็งที่พวกเค้ามี แม้ชีวิตมันจะลำบากยากเย็นเพียงใดเค้าก็สามารถยืนหยัด สู้กับแรงกระทบต่าง ๆ ได้
บุคคลแรกที่ผมจะหันไปมองคือ หญิงชราแก่ ๆ คนนึง อายุเกือบ 70 ผ่านชีวิตมามากมาย ต่อสู้ทุกอย่างเป็นคนดีเท่าทีจะดีได้ ไม่เคยท้อ ไม่เคยถอย ไม่เคยเดินทางสายผิด ประกอบแต่อาชีพสุจริต ค้าขาย เคยแม้กระทั่งเป็นอัมพฤกษ์ ซีกซ้ายของร่างกายไม่สามารถขยับขเยื้อนได้ แต่หญิงชราคนนี้ก็ผ่านมันมาได้ด้วยใจเด็ดเดี่ยว สามารถกลับมาใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายได้เกือบเหมือนปกติ ภายในเวลา 1 เดือน!! เพื่อกลับมาทำงาน กลับมาต่อสู้ เพื่อลูก บรรดาลูก ๆ ที่ไม่เอาไหนของหญิงชราผู้นี้ More »