Posts Tagged ‘ความฝัน’
ก้าวแรกและความเป็นมา
ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งเติิบโตและเริ่มทำงาน ความฝันอันดับต้น ๆ คือ อยากใช้ชีวิตแบบไม่ต้องทำงาน ท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ และหาอะไรทำที่ไม่ต้องอยู่กับที่ก็ทำได้ (เี่ราเคยแอบฝันว่าเราจะเป็นนักเขียนในนิตยสารท่องเที่ยว)
หลังจากเผชิญชีวิต และได้รู้จักการทำงาน การดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง แข่งขันกันเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ความฝันที่ว่าเป็นอันต้องพับไป เนื่องจากสภาพแวดล้อม พื้นฐานชีวิต ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น
ก็ได้แต่มุ่งมั่นหาเงิน และแอบหาเวลาท่องเที่ยวต่างจังหวัดอยู่เสมอ ๆ มีบ้างจนบ้าง ก็มีความสุขที่ไ้ด้แอบทำตามความฝันเล็ก ๆ
จนเมื่อสองสามปีก่อน ได้รู้จักเพื่อนที่ทำงานหนึ่งคนเค้าคนนั้นชื่อ ฟอร์ด (อยากบอกอยากกล่าวถึงมัน) มันดันมาเล่าว่าพี่ชายมันไม่ได้ทำงานทำการอะไร อยู่บ้านเฉย ๆ แต่รักการถ่ายรูป ถ่ายเสร็จเอามาขายในอินเตอร์เน็ต มีรายได้ประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน ประกอบกับอยู่ต่างจังหวัด จึงใช้ชีวิตสบาย ๆ
เชื่อไหมว่าเราอิจฉาชีวิตที่ได้เงินแค่ 7,000 เ้ป็นที่สุด (รู้สึกตอนนั้นเรามีรายได้ หมื่นกลาง ๆ) แอบฝันไว้ว่า จะไปใช้ชีวิตแบบนั้น และทดเอาไว้ในใจ
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี เราได้ดูหนังรัก โรแมนติกอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง The Letter
The Letter สำหรับคนหลาย ๆ คนคงเป็นแค่หนังโรแมนติกที่เรียกน้ำตาใครหลายๆ คน แต่สำหรับเรา The Letter เป็นดั่งแรงบันดาลใจ
The Letter บอกเล่าเรื่องราวของคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ต้น หนุ่มโสดผู้ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่เร่งร้อน อยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ดิว สาวโสดผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ต้องดิ้นรน นอนดึก ตื่นเช้า ต้นทำงานในโครงการหลวง ดูแลต้นไม้ ดิว ทำงานบริษัทเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ สองหนุ่มสาวได้พบเจอกันเมื่อยายของดิวเสียชีวิตลง ดิวจำเป็นต้องมาจัดการเรื่องบ้านของยายในภาคเหนือ (จังหวัดที่ต้นอยู่) ทั้งสองถูกใจกันตามครรลองของหนุ่มสาว แต่ด้วยระยะทางขวางกั้นทำให้ได้แค่โทรศัพท์หากันเท่านั้น เมื่อรูมเมทเพื่อนรักของดิวถูกฆาตกรรม โดยชายซึ่งพบกันทางอินเตอร์เน็ต ดิวตัดสินใจหันหลังให้เมืองกรุง เพื่อบรรเทาความเสียใจโดยไปอาศัยที่บ้านของยายในภาคเหนือ ต้นจึงมาคอยดูแล และสุดท้ายคนทั้งสองก็รักกันแต่งงานกัน
ต้นพบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย จึุงเริ่มต้นเขียนจดหมายเพื่อส่งให้ดิวเผื่อว่าตัวเองไม่อยู่จากโลกนี้ไปแล้ว ดิวได้รับจดหมายจากต้นเป็นกำลังใจเสมอ ๆ แม้่ว่าต้นไม่อยู่แล้ว …
หนังเรื่องนี้มีจุดให้เราอิจฉาอยู่สองเรื่อง
- เราอิจฉาต้นที่เค้าใช้ชีวิตสบาย ๆ อยู่ในที่อากาศดี ไม่เร่งร้อนมีความสุขกับชีวิต
- เราอิจฉาดิวที่มีอาชีพที่น่าหลงไหล เนื่องจากว่าหลังจากที่ดิวย้ายมาอยู่บ้านยายแล้ว ยังคงได้ทำงานอยู่ที่เดิม โดยส่งงานทางอีเมล์ ใช้ิอินเตอร์เน็ตทำงาน
เมื่อเราดูหนังเรื่องนี้จบ เราได้ย้อนนึกถึงเรื่องราวของพี่ชายของเพื่อนเรา และชีวิตอันน่าอิจฉาของเค้า และได้อาฆาตแค้นต่อชีวิตที่น่าอิจฉาของคนสามคนและ บอกลากับความฝันของเราไป ด้วยการลงมือทำ สำหรับเราความฝันจะเป็นความฝันอยู่เรื่อย ๆ ตราบใดที่เราไม่ลงมือทำ เมื่อเราลงมือทำแล้วความฝันจะเริ่มเป็นความจริงทีละนิด
เราไม่เคยทิ้งความฝัน แต่เราพยายามทำฝันนั้นให้เป็นจริงต่างหาก
หลังจากนั้นเราเริ่มโหยหาชีวิตอิสระ โหยหาการจากลาชีวิตมนุษย์เงินเดือน เริ่มทำตัวอยู่นอกกรอบ ขวนขวายหาชีวิตที่ต้องการ แม้จะต้องเสียอะไรหลาย ๆ อย่างไป รวมถึงงานที่เรารัก เราก็ต้องแลกเพื่อออกก้าวเดิน
เราเริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์ เริ่มศึกษาว่าเค้าหาเงินกันยังไงแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่ ทำงานที่ไหนก็ได้ที่ใจต้องการ จนถึงวันนี้เราประสบความสำเร็จแล้ว เราไม่ต้องตอกบัตรทำงาน เราทำงานที่ไหนก็ได้ที่มีิอินเตอร์เน็ต เราสามารถใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรีบอีกต่อไป
แต่เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมือง อยู่ในที่ที่สังคมรอบข้่างเร่งรีบ แข่งขัน เราพึ่งเดินมาครึ่งทางของความฝัน แต่เราก็ได้เดินแล้ว เริ่มทำแล้ว และเราจะไม่หยุดจนกว่าเราจะหมดความฝัน เพราะฝันนั้นเป็นจริงแล้ว…
ปล.สำหรับหนังสือปกดำ ๆ ในรูปคือ สื่อนำทางอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตที่คนอื่นแอบอิจฉา ฝากไว้ก่อนพี่ชายฟอร์ด
หลักการตั้ง “ความหวัง และ ความฝัน”
เพียงแต่ผมรู้สึกว่าทำเว็บมีความสุขมากกว่า ร้านเกม ผมกล้าเสี่ยงเพราะผมเชื่อว่าผมทำได้ ครอบครัวผมกล้าเสี่ยงเพราะเชื่อผม
ทำงานที่รัก ดีกว่าฝืนรักงานที่ทำ แต่มันก็ต้องมีเป้าหมาย ไม่ใช่ออกมาเสี่ยงอย่างเลื่อนลอย



