ภาพเพียงภาพเดียวอธิบาย SEO ทั้งหมด

กันยายน 22nd, 2010 15 Comments   Posted in Basic SEO

มีบทความของฝรั่งที่น่าสนใจอธิบายการทำ SEO เป็นรูปภาพ และมีเพื่อน ๆ ในไทยเสียวบอร์ด นำมาแปลเป็นภาษาไทยและ มีเพื่อน ๆมาช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมให้มากมาย ผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาฝากกัน (บางส่วนผมใส่ความเห็นของตัวเองลงไปด้วยนะครับ)

การทำ SEO

สรุปจากรูปภาพสั้นๆได้ใจความได้ 7 เรื่อง

  • เรื่องแรก Keyword Research

การแข่งขันในเรื่องของ keyword โดยส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับขนาดความยาวของคำ Long tail strategy คือ ยิ่ง niche ยิ่งคู่แข่งน้อย
เช่น หากเราจะขายเครื่องตัดหญ้า ก็ใช้คำว่า “เครื่องตัดหญ้า” แบบนี้จะเป็นคำกว้าง คู่แข่งเยอะ (จากรูปก็เช่นคำว่า SEO นั่นแหล่ะ)
หากจะใช้ Long tail คือ คุณ ระบุยี่ห้อไปเลย เช่น “เครื่องตัดหญ้า sony” (มีที่ไหนฟระ)
หรือจะให้แคบเข้าไปอีกก็ “เครื่องตัดหญ้า sony รุ่น ipad” คู่แข่งที่ทำ SEO ก็จะน้อยลง แต่คลิกจากที่คน search ก็จะน้อยลงตาม
แต่โดยทฤษฎี long tail นี้ จะมี conversion สูง

  • เรื่องที่สอง Site Architecture & Structure

จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าบังเอิญหน้าเว็ปอื่นๆสำคัญกว่าเว็ปที่เป็นหน้าหลัก (Home Page) ของคุณ ดังนั้น คุณต้องแน่ใจว่ามันได้ลิงค์กลับไปยังหน้านั้น ๆ (ที่คุณคิดว่าเป็นหน้าสำคัญทำเงิน) ของคุณตลอดจนหน้าอื่นของเวป ไซต์คุณ ต้องจำไว้เสมอว่า Googleไม่ได้จัดอันดับที่ตัวเวปไซต์ (Website) แต่พวกเขาจัดอันดับหน้าเว็บเพจ (คือหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์)
คุณ HotelBestBuy เสริมมาให้ครับ
แต่ ขอเสริมว่า “Hierarchy” ก็มีความหมายนะ คือลักษณะการวางโครงสร้างเวบที่ลิงค์กันระหว่างภายในไซต์ หากลิงค์มั่ว PR มันจะไปกองในจุดที่เราไม่ต้องการ การไหลของ PR สำคัญยังไง ?
เช่น พวกหน้า cart (เวบขายสินค้า หน้าขายสินค้าก็ต้องมีลิงค์ไป cart) หากไม่ได้ทำ nofollow หรือ cloak link ค่า PR ของแต่ละเพจในเวบเรามันก็จะไปเทให้หน้าที่ไม่ได้ต้องการติด search อย่างหน้า cart นี่ได้ครับ
ดังนั้นพวกหน้า cart หรือหน้าทีี่ไม่ได้ต้องการติด search มันไม่ควรจะมี PR เราก็ใช้วิธีอะไรก็ได้เพื่อไม่ให้มันมี

ลักษณะ การลิงค์ที่ทำให้ PR ไหลที่ดีคือควรออกแบบไซต์ให้เป็นลักษณะ “โครงสร้าง” (Hierarchy) ตัวอย่างเช่น Thailand / Phuket / Patong / xxxhotel > แบบนี้คือโครงสร้าง ซึ่ง CMS ทั้งหลายก็จะแบ่งไว้ให้อยู่แล้ว
แต่เวลาทำ เวบ หน้า xxxhotel นี้มันก็อาจมีลิงค์จากหน้าของ category อื่นมาได้ เช่น Thailand / Spahotel / xxxhotel  เราก็ต้องบอกบอทว่า จะให้ xxxhotel นี่อยู่ในโครงสร้างไหน โดยการใช้ “breadcrumb” นั่นเองครับ

บอทมันจะได้เข้าใจ hierarchy ในเวบเราได้ง่ายขึ้นนั่นแหล่ะ เพราะบอทมันไม่ใช่คนมันเก็บแต่ลิงค์ มันไม่รู้หากเราไม่บอกมัน

  • เรื่องที่สาม Page Optimisation

ดูให้แน่ใจว่าคุณใช้ keyword อะไรใน URLs, หัวเรื่อง(title)ของหน้าเว็บนั้นๆ,tags ในหน้านั้น, ชื่อรูปภาพ, ส่วนของบทความ, ใส่ <h1><h2> หรือยัง, Image Alt attributes และใช้คำสั่ง bold(ตัวหนา) หรือ italic(ตัวเอียง) บน keyword ที่สำคัญไว้หรือยัง

  • เรื่องที่สี่ Link Building

ต้อง ดูให้แน่ใจว่ามีลิงค์อยู่ภายในเว็บไซต์ของท่าน เพราะบอทจะไปไม่ได้ถ้าไม่มีลิงค์ไปต่อ, โพสต์ตาม Blog ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ website ของท่าน, LinkBait, การซับมิทที่ directory ต่างๆ, การวิเคราะห์คู่แข่ง ประมาณรู้เขารู้เราอะครับ, ทำหน้า Profile ของท่านบนเว็บพวก Social,Pligg และ เว็บบอร์ดต่างๆ.  และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ เชิญให้ทุกคนมาคอมเม้นต์เกี่ยวกับเว็บไซต์ของท่าน หรือการบริการของเว็บไซต์ท่าน Feedback อะครับ มันจะเป็นการดีอย่างยิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของท่านดึงดูดคนเข้ามาชมเว็บไซต์ ของคุณมากขึ้น(Traffic)

  • เรื่องที่ห้า SEO Tactics

ทุก คนจะเห็นว่าในกราฟจะมีส่วนดีหรือไม่ดีใน SEO แต่สิ่งที่คุณควรมุ่งสนใจที่สุดคือ การสร้าง sitemap,การค้นหา keyword, แล้วก็เรื่องการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ของท่านตลอดเวลา หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า อัพเดทข้อมูล,บทความ ตลอดเวลาตามแต่ลักษณะเว็บไซต์ของท่าน

  • เรื่องที่หก Linkbaiting & Social Media

แค่ คุณ tweet บน twitter หรือ แค่อัพเดทสถานะบน facebook ในบางครั้งมันก็สามารถดึงดูดให้คนเป็นล้านๆเข้าเว็บไซต์ของท่านได้ นั่นแหละคือพลังที่ยิ่งใหญ่ของ Social Media และขอให้ใช้มันอย่างฉลาดด้วย

  • เรื่องทีเจ็ด SEO vs PPC

มา ถึงข้อสุดท้ายละ จะอธิบายให้เข้าใจนะครับว่า จำนวนของ user ที่ คลิกบน search engine นั้นมากกว่า จำนวนคนที่มาจาก ลิงค์ของ PPC ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในบริการด้าน SEO นั้นคือ ความสม่ำเสมอของตัวท่านนั่นแหละในการทำ SEO

พี่ Kobsoft เพิ่มเติมให้อีกครับ ขอบคุณครับ

เพิ่มเติมคับ … ผมเห็นว่าเพื่อนหลายๆ อาจไม่ค่อยมีความรู้ภาษาอังกฤษ ก็มักจะงงกันอยู่เสมอเวลามีคนส่ง text อังกฤษมาให้อ่าน โชคดีที่คุณ Osawa แปลเป็นไทยให้ด้วย อันนี้ +1 ให้เลยคับ ถ้าให้ผมแปลให้เพิ่มเติมแบบเนื้อๆ ในอีกมุมมองนึงของวงการคนทำ SEO จริงๆ คงแปลให้ประมาณนี้คับ

  1. เวลาทำ SEO มักจำเป็นต้องมีคีย์หลักและคีย์รองเสมอ โดยที่คีย์หลักคือคำสั้นๆ และคีย์รองก็คือคำอื่นๆ ที่นำคีย์หลักมาผสม โดยส่วนมากแล้วคีย์รอง หรือนิชคีย์ มักจะสร้างรายได้ให้เราอยู่เสมอ
  2. SEO เป็นการทำอันดับเฉพาะเว็บเพจหน้าหนึ่ง หรือหน้าใดๆ ที่เราเลือกทำเท่านั้น ไ่ม่ใช่ทำหน้าเดียวแล้วอันดับจะขึ้นทั้งเว็บไซต์ (แต่จริงๆ ส่วนตัวจุดนี้ผมไม่เห็นด้วยคับ) และมีการทำ sitemap ที่ถูกต้อง หลายคนส่วนมากรู้แค่ว่า Sitemap คือ sitemap.xml แต่จริงๆ แล้วคำว่า sitemap เป็นการออกแบบโครงสร้างลิงค์ที่ถูกต้องคับ ไม่ว่าจะเป็นลิงค์จากแท็ก <a> บนหน้าเว็บเพจที่จะกระจายไปยังเว็บเพจอื่นๆ ภายในไซ์ (สำหรับมนุษย์) และการทำ sitemap (สำหรับ robots) ด้วยไฟล์ sitemap.xml, .xml.gz (google) หรือ feed (yahoo, bing) โดยที่การออกแบบ sitemap จริงๆ จะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ในเนื้อหาที่โยงแต่ละหน้าด้วย ไม่ใช่แค่ทำให้ทุกหน้าลิงค์กันได้เพียงอย่างเีดียวเฉยๆ แต่ปัจจุบันคงไม่ต้องซีเรียสมากคับเนื่องจาก sitemap สำหรับโรบอทไม่ค่อยมีความสำคัญมากแล้ว เพราะ SE แต่ละค่าย เน้นความสำคัญกับ sitemap สำหรับมนุษย์มากกว่า
  3. ใช้แท็กต่างๆ ในการทำ SEO ให้ครบองค์ประกอบและถูกต้อง (จากประสบการณ์เีขียนเว็บรองรับ SEO ที่ผ่านมาของผมกล้าบอกได้เลยคับว่าตรงนี้สำคัญที่สุด ถ้าััจัดองค์ประกอบผิด การทำ seo ก็จะยากขึ้นด้วยเช่นกัน) หลายคนอาจรู้อยู่แล้วว่าในเว็บเพจแต่ละหน้าจำเป็นต้องมีแท็กอะไรบ้าง ก็เลยค่อนข้างซีเรียสกับแท็กต่างๆ มากเกินไป แต่หลายคนไม่รู้ว่า แท็กแต่ละอย่างที่ใส่ลงไปนั้น robots มีพฤติกรรม ในแง่ดี หรือร้าย กับการเก็บ index สำหรับหน้านั้นเพื่อที่จะนำไปจัดอันดับ ส่วนตัวแล้วผมยังคงเชื่อว่าการ Optimize หรือการเขียนโครงสร้างที่ดีที่สุดบนเว็บเพจ ยังคงเป็นการเขียน Content และวาง layout ที่แยกเนื้อหาแต่ละส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน (หมายถึง out put source code สำหรับโรบอท) คับ
  4. หาลิงค์จากทุกที่ ทุกรูปแบบที่เราหาได้ โดยที่ไม่ใช้มุขเดิมซ้ำๆ
  5. คนที่ทำ SEO ที่ได้เปรียบที่สุดคงจะเป็นคนที่ทำ Gray Hat คับ
  6. จิงๆ ข้อนี้น่าจะเหมือนกับข้อ 4 คับ แต่ผมไปเล็งเห็นความสำคัญของ API กับ Partner Site ที่กำลังได้รับความนิยม โดยลักษณะการทำงานขอเรียกง่ายๆ ว่า Auto Post มุขเดิม ที่เวลาผมโพสต์คลิปใน You Tube แล้ว มันจะ Auto Post ผ่าน API ลงใน Facebook ด้วย ถ้าหัวหมอหน่อยคงสร้างไอดีบอทเข้ามา ตัวนึง แล้ว list มาว่าเว็บไหนเป็น Partners Site บ้าง จากนั้น สมัครแล้วก็อัพเดทแต่ทาง Partners Site สำหรับ ไซต์ศูนย์กลางนั้น ขยันแอดเพื่อนเยอะๆ ก็พอคับ กรณีเราเป็นเจ้าของเว็บเองก็สรรหาปุ่มแชร์ต่างๆ มาใส่เว็บด้วยคับ คนไทยเล่น facebook, twitter เยอะอยู่แล้ว ผมว่าเราต้องได้อะไรดีๆ จากตรงนี้บ้างล่ะ
  7. ข้อนี้ในรูปเค้าพยายามจะทำให้เราเห็นว่าการทำ SEO น่าจะได้ผลประโยชน์ดีกว่าการทำ SEM คับ (นี่ -*- ผมสรุปห้วนเกินไปไหมนิ ผมเชื่อว่ามีคนคิดแย้งข้อนี้นะ แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่ผมคับ) ผมมองเพิ่มไปอีกว่า ที่ดีกว่า seo และ sem คือช่องทางการทำตลาดในรูปแบบ create ด้านต่างๆ คับ เช่นทางโคนาด้านอื่นๆ คน, สื่อ, มือถือ, จิปาถะ … สำหรับบางธุรกิจถ้ามองเห็นแต่ seo และ sem เท่านั้นผมก็ว่าบางทีเราอาจจะอยู่หน้าคอมกันมากเกินไปคับ เราต้องลองชวนเพื่อนไปกินเบียร์วุ้นเหล่เด็กเชียร์เบียสวยๆ สั้นๆ แล้วเราจะรู้ว่าวันๆ น้องเค้าได้ทิป มากกว่ารายได้ทำ seo ของเราอีกคับ

ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ใน Thaiseoboard

คุณ designbyarm ,คุณ HotelBestBuy ,คุณ Kobsoft


Tags: ,

Submit แปลว่าอะไร มีกี่แบบ ส่งผลต่อ SEO แค่ไหนมาดูกัน

เมษายน 27th, 2010 7 Comments   Posted in Basic SEO

การ Submit คืออะไรตอบแบบฟันธง กำปั้นทุบดินการ Submit คือการทำ Off-page ด้วยการสร้าง Backlink

ตอบ แบบวิชาการ การ Submit เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่ม Backlinks ให้แก่เว็บไซต์ของเรา คือการ Submit เว็บไซต์ของเราเข้า Web Directories นั่นเอง ปกติแล้ว Web Directories จะมีส่วนรองรับการ submit โดยตรงอยู่แล้ว แต่บาง web directories เป็นแบบที่เราต้องเสียเงิน (Paid Directories) บาง web directories เป็นแบบให้แลกลิ้งค์ (Reciprocal Directories) อย่างไรก็ตาม ยังมี web directories ไม่น้อยที่ให้เราสามารถ submit เว็บไซต์ของเราเข้าไปฟรี ๆ ซึ่ง Free Directories นี่แหละครับที่ SiamSubmit แนะนำ เพราะเราจะได้ One-Way Link เข้ามาหาเว็บคุณ ใน keywords หรือ keyphrases ที่คุณต้องการ ในจำนวนที่มาก และประหยัดที่สุด อีกทั้งการมีลิ้งค์เข้ามาหาเว็บคุณจะมาจากหลายโดเมน หลายประเทศ ซึ่งกระจายหลาย Class C IP ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า การมีลิ้งค์มาจากหลาย Class C IP จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เว็บของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย โดยที่เราไม่ต้องทำ Link กลับไปให้เขาเลย (ที่มา siamsubmit)

แต่ณ. ปัจจุบันการทำ Submit ไม่ใช่ การ Submit Web Directories อย่างเดียวอีกต่อไป ยังมีการ Submit อีกหลากหลายแบบ ซึี่งผมจะสรุป ความหมายและ ประโยชน์ของการซัพมิตแต่ละแบบให้ในกระทู้นี้นะครับ

1. Submit Directory เว็บไดเร็คทอรี่เปรียบได้กับสมุดหน้าเหลือง หรือสมุดโทรศัพท์ จะเป็นเว็บที่เก็บรายชื่อเว็บต่าง ๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสมัยก่อนนั้น Search Engine ยังไม่รุ่งเรืองเหมือนสมัยนี้เวลาเราอยากจะใช้งานเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูลเรา ต้องไปที่เว็บไดเร็คทอรี่ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อ สืบค้นข้อมูลตามหมวดหมู่ที่จัดไว้ให้ ยกตัวอย่างเช่น

  • http://www.dmoz.org/
  • http://dir.yahoo.com/

สำ หรับการซัพมิตประเภทนี้เป็นการซัพมิตที่ต้องรอทาง เจ้าของ Web Directory ตรวจสอบ Website เราก่อน และให้เค้า Approve ให้เราครับดังนั้นกว่าจะได้ Backlink กลับจากการ Submit ประเภทนี้นั้นต้องใช้ิเวลาพอสมควรครับ เนื่องจากว่าเมื่อ Admin Web Directory Approve ให้เราแล้ว ก็ต้องรอให้บอทของ Search Engine มาเก็บข้อมูลอีก ใช้เวลาพอสมควรครับ

การ Submit Web Directory มีประโยชน์ที่ลิงค์ที่ได้นั้นค่อนข้างมีคุณภาพ (ยิ่งถ้าเป็นเจ้าดัง ๆ อย่างตัวอย่างด้านบนนั้น เว็บมาสเตอร์ทั่วโลกถวิลหาเชียวล่ะ) ลิงค์ที่ได้จะอยู่ทนอยู่นาน ไม่ห่างหายจากเว็บเราง่าย ๆ

2. Submit Social Bookmark การซัพมิตแบบนี้เป็นการประยุกต์ใช้ของบรรดา เหล่า Webmaster เองครับ โดยปกติเว็บ Social Bookmark นั้นไม่ได้ไว้ใช้สำหรับสร้าง Backlink โดยปกติหน้าที่ของมันคือ เว็บไซต์ที่เปิดให้ user ทั่วไปที่เป็นนักท่องเว็บไซต์ เข้าใช้งานและเก็บหน้าที่ชอบไว้เหมือนกับ การใช้งาน Favorites ของ IE และ Bookmark ของ Filefox เมื่อเวลาที่ User เหล่านั้นไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง แล้วต้องการเข้าใช้งาน เว็บที่ bookmark ไว้ก็จะเรียกเอาจากเว็บไซต์ที่ให้บริการ Social Bookmark
แต่เมื่อเว็บ มาสเตอร์หัวใสได้ลองใช้งาน และเห็นว่าเว็บไซต์ประเภทนี้ส่งลิงค์แบบ Dofollow ให้ จึงเกิดการซัพมิตเพื่อเอา backlink Dofollow ขึ้น เว็บไซต์ประเภทนี้ยกตัวอย่างได้แก่

  • http://digg.com
  • http://delicious.com
  • http://dekdigg.com (สำหรับเว็บไซต์ประเภทนี้เขียนด้วยสคริปต์ Pligg ดังนั้นควรเรียกเว็บ pligg มากกว่า แต่ไม่รู้ทำไมคนไทยเรียกเว็บดิ๊ก)

เนื่อง จากว่าเว็บไซต์ประเภทนี้จะมีคนมาซัพมิตอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้ หน้า Index นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้ Bot ของ Search Engine ชอบเว็บไซต์ประเภทนี้มากแวะเวียนมาบ่อย ๆ (ผมเคยทำเว็บ Pligg นี่เหมือนกัน บอทมาเยี่ยมเว็บผมทุก 30 วินาที)
Backlink ที่ได้จากการ Submit Digg Pligg นี้ จะเป็นประเภท มาเร็ว ดันอันดับเร็ว แรง แต่ Backlink ที่ได้ก็จากไปเร็วเช่นกัน ดังนั้น การซัพมิต และ Backlink ประเภทนี้ผมจึงจัดให้เป็นแบบไม่ยั่งยืนมาไวไปไว เหมาะสำหรับเรียกบอท และทราฟฟิคเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

3. Submit Search Engine การ Submit ประเภทนี้เหมือนการส่งบัตรเชิญให้ Search Engine ทราบว่า มีเว็บไซต์ใหม่เกิดขึ้นแล้วให้ Search Engine ส่ง Bot มาเก็บข้อมูลไป index หน่อย

การ Submit แบบนี้ผมขอแยกออกเป็นสองกรณี คือ
3.1 http://www.google.com/addurl เป็นหน้า Submit Site ของ Google ถ้าคุณไปซัพมิตที่นี่ก็เท่ากับคุณเอาคอไปขึ้นเขียงรอเวลาให้ Google เชือดคอหอยแล้วจับโยนลงกล่องทราย ดังนั้น สำหรับที่นี่ไม่ควรที่จะไปข้องแวะด้วย อย่างเด็ดขาด
3.2 https://siteexplorer.search.yahoo.com/submit เป็นการ Submit Site ของ Yahoo (ต้องมี Yahoo Mail ก่อน) อันนี้จำเป็นต้องทำเลยทีเดียวเชียวผมเคยลองไม่ไป submit เค้าก็ไม่มาเก็บหน้าผมไป index ซะงั้น (แต่บางทีก็มา) โดยสถิติ (ของผมเอง) แล้วหลังจาก Submit กับ Yahoo ไปใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก็จะสามารถ index ที่ Yahoo ได้
ส่วน bing นั้นผมยังไม่ได้ลองเลยไม่สามารถนำมาแชร์ได้ ขอติดไว้ก่อนนะครับ

4. Submit Feed การ Submit แบบนี้นั้นเป็นการ ซัพมิตในรูปแบบ Feed (ข้อมูลดิบในรูปแบบ xml ของพวก website ที่ดึงออกมาจาก database โดยตรง มีแต่หัวข้อและ text file)

เว็บไซต์ที่รับซัีพมิต feed ยกตัวอย่างเช่น

  • https://feedburner.google.com
  • http://www.feedage.com

การ ซัพมิตแบบนี้สิ่งที่เราได้แน่นอนคือ Bot ที่จะไต่มาหาเว็บไซต์เรา แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ถ้าเว็บไซต์เรามีเนื้อหาที่ดีจริง ๆ แล้วมี Webmaster สนใจเอา Feed ของเราไปใส่เว็บไซต์เค้านั้นเราจะได้ทราฟฟิค + Backlink ที่มากจนคิดไม่ถึง แต่ก็นั่นล่ะหาคนที่จะเอาไปใช้ยากจริง ๆ ดังนั้นวิธีนี้ผมบอกได้ว่า มีเวลาก็ทำ ขี้เกียจก็ติดไว้ก่อนได้  Wink

สวัสดีครับ


Tags: ,

3 ทำเลทอง ของการทำ SEO จับจองด่วน

มกราคม 21st, 2010 5 Comments   Posted in Basic SEO

ในการทำอันดับกับ Search Engine โดยเฉพาะ อาร์ตตัวแม่อย่าง Google นั้น เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่าทำเลทองอย่าง เขายายเที่ยง เอ้ยไม่ใช่ !!! Description Meta Tag,Keyword Meta Tag นั้นได้ถูกลดบทบาทความสำคัญลงไปมาก ถึงมากที่สุด เรียกว่าจากถนน

ทำเลทองของการทำ SEO

ทำเลทองของการทำ SEO

สีลมกลายเป็นสลัมคลองเตยก็ว่าได้

วันนี้ผมเลยเอาทำเลทองที่ใหม่มาแนะนำกัน เป็นทำเลทองที่คุณ nayjoty แห่ง Thaiseoboard ได้นำมาเปิดเผยไว้ และจากการทดลองที่ผมเคยทำ ๆ มามันดันไปตรงกันพอดีเป๊ะ เลยขออนุญาติแกเอามาเีขียนประดับบล๊อกให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน

3 ทำเลทองที่ว่านี่ก็คือ

  1. Title
  2. Content
  3. Foder Name หรือ Page Name

วิธีการยึดครองก็ง่ายพอ ๆ กับทำรัฐประหารเมืองไทยเลยครับ (บทความนี้เป็นไรเนี่ย รู้สึกเอียง ๆ ยังไงไม่รู้เ) เพียงจับ Keywordที่คุณต้องการทำอันดับในหน้า Web Page นั้น ๆ ไปว่างไว้ใน Title Tag หรือถ้าเป็น WordPress ก็แอบหยอดไว้ในชื่อเรื่องเลยครับ

หลังจากนั้นก็เอา่ Keyword ตัวเดิมที่ต้องการทำอันดับไปวางเกะกะ แอบ ๆ ยัดไว้ในเนื้อหาให้ Bot มันเดินมาสะดุด สักสองสามที่ ผมแนะนำบน ๆ นะครับประมาณบรรทัดที่ 2 หรือ 3 เนื่องจาก Bot ของ Search Engine มันจะอ่านจากบนลงล่าง ซ้ายมาขวาครับ

สำหรับชื่อโฟลเดอร์หรือ Page Name นั้นก็ตั้งให้มันมี Keyword แอบอยู่ด้วย รวมไปถึงชื่อรูปภาพ Alt Tag ของรูปก็ควรให้มีด้วย สามส่วน บน = Title กลาง = Content ล่าง = ชื่อ Folder ชื่อรูปภาพ (เรียกทราฟฟิคดีนักแล) แล้วรอดูผลเลยครับ

เจ้าของไอเดียเค้าบอกว่า ได้ผลดีมาก ๆ สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งน้อย ๆ และ คีย์เวิร์ดนั้นมีภาษาไทยปนอยู่ด้วย

เอาไปปรับแต่งและ่จับจองตำแหน่งทำเลทองกันได้เลยครับ

ปล.รูปภาพเป็นตัวอย่างการวางคีย์เวิร์ดครับ รับรองว่าแจ่ม


Tags: ,

ธรรมชาติของ SEO

มกราคม 13th, 2010 9 Comments   Posted in Basic SEO

SEO (Search engine optimization) การทำเว็บไซต์ให้ถูกใจ เสริชเอ็นจิ้น คือแนวทางที่ผมใช้หาเงินเลี้ยงชีพอยู่ทุกวันนี้ และมีัรายได้ที่มากจนสามารถเลี้ยงชีวิตและครอบครัวสบาย ๆ

ทุกวันนี้ผมไม่ได้ทำ Amazon ผมไม่ได้ทำ Adsense แต่ผมทำ SEO

เวลามีใครถามว่าผมทำงานอะไร ผมอยากบอกเหลือเกินว่าผมเป็นนักทำ SEO แต่กลัวคนที่ถามนั้นไม่เข้าใจ

เอาล่ะเรามาดู ธรรมชาติของ Search Engine Optimization กันดีกว่า

  • SEO คือเรื่องของเวลา ถ้าคุณคิดจะหาเงินกับ SEO แล้วนั้นคุณจะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด เพราะ SEO คือเรื่องของความพอดี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม หรือ รีบเร่ง เพราะว่า Search Engine ต่าง ๆ นั้นค่อนข้างละเอียดอ่อนกับการจัดอันดับพอสมควร ถ้าคุณรีบเร่งทำ SEO แทนที่ผลการค้นหาเว็บคุณจะดีขึ้น อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเลยก็ได้
  • SEO คือเรื่องของความละเอียด ถ้าคุณทำ SEO ไม่ละเอียด ไม่วางแผน ไม่มีการจดบันทึก คุณจะไม่ประสบความสำเร็จกับการทำ SEO เลย เนื่องจากคุณต้องใส่ใจ ปรับแต่ง On-Page และ ขยันหาลิงค์ Off-Page ทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน มีกรอบเวลา
  • SEO คือเรื่องของความพอดี ถ้าคุณจะทำ SEO คุณต้องเดินทางสายกลาง ทำทุกอย่าง ไม่ว่า On-Page หรือ Off-Page แบบพอดี ไม่รีบเร่ง หรือหักโหม การทำ SEO เหมือนคุณกำลังจับนกน้อยอยู่ในมือ ถ้าคุณบีบแรง มันก็จะตาย ถ้าคุณจับหลวมไป อันดับการค้นหาของคุณ ก็จะบินหลุดลอยไปจดกู่ไม่กลับอีกเลย

สามข้อเท่านั้นที่ผมศึกษาและนำมาปฏิบัติ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ค่อย ๆ ทำและเมื่อมันเติบโตและเบ่งบาน คุณจะรู้ว่าผลของมันนั้นหอมหวานเพียงใด.

สวัสดีครับ

วิธีการเลือกสินค้า Amazon

มกราคม 6th, 2010 13 Comments   Posted in Amazon

วันนี้เรามาว่ากันเรื่อง การเลือกสินค้า Amazon กันดีกว่า ว่าเราควรขายสินค้าตัวไหน ตลาดไหน ช่วงเวลาไหน ก่อนอ่านบทความนี้ผมอยากให้ย้อนไปอ่านบทความเรื่อง รู้จักกับ Amazon Bestseller กันก่อน

เรื่องการทำความรู้จักกับ Amazon Bestseller นั้นเป็นสิ่งจำเป็นถึงจำเป็นมากที่สุดในการทำตลาดขายสินค้ากับ Amazon เนื่องจาก Bestseller จะบอกให้เรารู้ได้ว่า เค้านิยมซื้ำอสินค้าอะไรกันในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ Amazon Bestseller ก็ยังไม่ใช่ที่สุดของการเลือกหาสินค้ามาทำตลาด มาโปรโมตเนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายในการเลือกสินค้าที่ทำเงิน

สำหรับวิธีการเลือกสินค้าที่ทำเงินใน Amazon.com นั้นผมมีแนวทางหลัก ๆ คือ

  • สินค้านั้น ๆ ต้องเป็นที่ต้องการของตลาด คือเราจำเป็นจะต้องเลือกสินค้าที่มีคน ค้นหา และมีคนซื้อ และการซื้อนั้น ๆ จะต้องเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ต
  • สินค้านั้น ๆ ต้องมีคู่แข่งที่ไม่เยอะจนเกินไป ซึ่งข้อนี้จะคัดง้างกับข้อแรกอย่างรุนแรง เนื่องจากสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็จำเป็นต้องมีคู่แข่งมากตามไปด้วย แต่เนื่องจาก Amazon มีสินค้าให้เลือกทำตลาดมากมายเหลือเกิน จึงไม่เป็นการยากเกินไปนัก ที่จะหาสินค้าที่เข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองข้อได้ ก็คือสินค้าที่เป็นนิช คือ มีคนค้นหา มีคนซื้อ และที่สำคัญ คู่แข่งน้อย
  • สินค้าต้องมีราคาถูก หรือไกล้เคียงกับเว็บไซต์อื่น ๆ และเงื่อนไขในการส่งสินค้าต้องรวดเร็ว มีสินค้าอยู่ในสต๊อค (หลัง ๆ นี่ผมพบปัญหาบ่อยคือสินค้า ที่ถูก Order มาค้างไว้ แต่ไม่ถูกส่งออกไปให้ลูกค้า ทำให้เราไม่ได้ค่าคอมมิสชั่น)
  • สินค้านั้น ๆ จะต้องเป็นสินค้าที่ “ถูกที่ ถูกเวลา” ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เป็นหน้าหนาวของฝั่งอเมริกา หิมะตก ผมจะไม่สนใจร้านขายกล้องถ่ายรูปเ่ลย เนื่องจากผมเข้าใจว่า คงไม่มีใครมีอารมณ์ท่องเที่ยวสักเท่าไร และความต้องการในการซื้อกล้องถ่ายรูปก็คงน้อยตามไปด้วย ดังนั้นถ้าร้านขายกล้องถ่ายรูปจะขายไม่ได้ผมก็จะปล่อยมัน เอาเวลาไปทำ SEO ให้กับร้านขายรองเท้าใส่ลุยหิมะดีกว่า (ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ)

และการเลือกสินค้า Amazon ยังแบ่งแยกย่อยได้อีกสามกลุ่มด้วยกันคือ

  1. สินค้าราคาถูก กลุ่มสินค้าพวกนี้จะเป็นสินค้าประเภท CD,DVD,หนังสือ,ของใช้ในบ้าน ราคาไม่ถึง 100 USD สินค้าในกลุ่มนี้จะขายค่อนข้างง่าย และขายได้เยอะ โดยที่จะทำตลาดสินค้ากลุ่มนี้เพื่อเร่งจำนวนสินค้า เพื่อให้ค่าคอมมิสชั่นที่ได้มีค่าสูงขึ้น เนื่องจาก รูปแบบของ เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมมิสชั่นของ Amazon จะจ่ายแบบเป็นลำดับขั้น กล่าวคือ Amazon จะเพิ่มค่าคอมมิสชั่นให้ตามจำนวนสินค้าที่ขายได้ โดยไม่สนใจว่าสินค้านั้น ๆ จะมีราคาเท่าไร โดยการคิดค่าคอมมิสชั่นจะเริ่มต้นที่ 4% – 8.5% ่ของราคาสินค้า ดังตารางด้านล่าง

    Referral-fee Rates Amazon

    Referral-fee Rates Amazon

  2. สินค้าราคาแพง แต่ไม่ใช่สินค้าที่เป็น Electronic Product สินค้าที่ขายราคาจะประมาณ $150 ขึ้นไป สินค้ากลุ่มนี้จะขายยากหน่อย แต่ถ้าขายได้ในขณะที่คอมมิสชั่นเราอยู่ในเรทสูง ๆ ล่ะก็หายเหนื่อยเลยครับ
  3. สินค้าประเภท Electronic Product โดยสินค้าประเภทนี้จะจ่ายค่าคอมมิสชั่นแบบ Classic Fee Structure กล่าวคือจะจ่ายค่าคอมมิสชั่นเพียง 4% ตายตัวไม่มีเพิ่มแม้ว่าจะขายสินค้ากี่ชิ้นก็ตาม แต่ข้อดีของสินค้ากลุ่มนี้คือเป็นสินค้าที่ขายง่าย ขายออกเร็วส่งเร็ว ถึงแม้ว่าไม่มีลุ้นกับค่าคอมมิสชั่นที่มากขึ้น ผมก็ยัีงต้องขายมันอยู่ดี

สำหรับผมแล้วผมเลือกทำสินค้าทั้งสามตลาดครับ ให้สินค้าราคาถูกเพิ่มคอมมิสชั่นให้เรา และให้สินค้าราคาแพงทำยอดเงินต่อชิ้น สุดท้าย สินค้าอิเล็กทรอนิคส์ ที่ยังไงก็ขายได้ ..

    ปรับแต่ง Onpage ให้ดีที่สุด เพื่อผลการจัดอันดับที่ดีที่สุด

    ธันวาคม 26th, 2009 2 Comments   Posted in Basic SEO
    ปรับแต่ง Onpage

    ปรับแต่ง Onpage

    บทความที่แล้วผมสัญญาไว้ว่าจะมาต่อเรื่องของการสร้าง Amazon Tracking ID และต่อเนื่องไปถึงการสร้าง aStore แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่มีอารมณ์ในการเขียนเรื่องดังกล่าวเสียที

    มันตัน ๆ ยังไงไม่รู้ครั้นจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป ก็กลายเป็นว่าบล๊อกไม่อัพเดท เดี๋ยวแควน ๆที่มีอยู่น้อยนิดจะตีจากไปซะ วันนี้เลยเอาบทความ เรื่องการทำ Onpage SEO มาฝากกันเพื่อฆ่าเวลา

    ปรับแต่ง Onpage ให้ดีที่สุด เพื่อผลการจัดอันดับที่ดีที่สุด

    จากประสบการณ์ในการทำ SEO ( Search engine Optimization ) อันน้อยนิด บวกกับภาษาอังกฤษอันน้อยนิดไปด้วย หลังจากการหาข้อมูล บวกกับประสบการณ์ของตัวเองนั้นได้ค้นพบความจริงที่ว่า ถึงแม้ว่า  Search engine โดยเฉพาะ อาร์ตตัวแม่อย่าง Google จะให้ความสำคัญกับ Offpage มาเป็นอันดับ 1 แต่ก็ยังคง ให้ความสำคัญกับ Onpage ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากเว็บไซต์ที่ได้อันดับดี ๆ (ในที่นี่ผมหมายถึงอันดับ 1) กลับมีการปรับแต่ง Onpage หลาย ๆ อย่างคล้ายกัน ดังนี้

    1. การเข้าถึง การเข้าถึงของ Search Engine ในเว็บไซต์ที่ดีนั้นจะควบคุมไม่ให้มีลิงค์เสีย หรือหน้าที่ไม่สามารถอ่านได้ เลยแม้แต่หน้าเดียวส่งผลให้การเข้าเก็บข้อมูลของ Bot เพื่อนำเอาไป index ไว้ในฐานข้อมูลเป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่มีติดขัด การไต่ของบอทจึง “ลึก” และ “เร็ว” กว่าเว็บที่มีหน้าเสีย มีลิงค์เสียอยู่มากมาย
    2. เนื้อหา Content is King ยังคงใช้ได้อยู่เสมอแม้่ในชั่วโมงที่ Search engine ตัวแม่อย่าง Google ไม่สนใจ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ยังไงเสีย Search engine ก็ยังคงต้องการ เนื้อหาใหม่ ๆ ที่ไม่มีในสารบบ เพื่อการนำไป index เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้
      ตรงนี้ผมมีประสบการณ์จาก เว็บไซต์เพื่อนคนนึงซึ่งเป็นมือใหม่ในการทำเว็บ เรียกว่าไม่เคยทำเว็บมาก่อนเลยทีเดียว ผมบอกให้เค้าทำตามที่ผมบอก ด้วยการอัพเดทเนื้อหา สด ๆ หรือ Unique content. ทุึกวันวันละหนึ่งบทความ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน เนื้อหามี 30 บทความพอดี และบังเอิญ Google ปรับ PR เชื่อไหมว่าเว็บไซต์น้องใหม่นี้ได้ PR5 ทันที อยากเห็นดูตามลิงค์เว็บนี้ไปได้เลยครับ
      นอกจากเนื้อหาดี ๆ จะเป็นที่สนใจของ
      Search engine แล้วยังจำเป็นต้องดึงดูดความสนใจ ของผู้เข้าชมเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี และเนื้อหาดี ๆ เหล่านี้จะกระตุ้นให้ผู้เข้าชมอย่างแบ่งปัน โดยการนำไปแนะนำตาม Social Community ต่างๆ ซึ่งตรงนี้นี่เองจะเป็นผลพลอยได้ให้ มีการสร้าง Backlink คุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับ 1 ของการทำ SEO
    3. การปรับแต่ง Onpage พื้นฐาน การกำหนด Keyword สำหรับ Webmaster มือใหม่หลายๆ  คนตกม้าตายง่าย ๆ ด้วยการสร้างเว็บขึ้นมาจนเว็บเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องการทำอันดับใน Keyword ตัวไหน
      ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมจะแนะนำ ในการทำ Onpage ใ้ห้เว็บไซต์คุณคือการกำหนด Keyword ให้เว็บไซต์ การกำหนด Keyword ให้บทความที่คุณกำลังจะเขียน เมื่อคุณกำหนด Keyword ให้บทความคุณได้แล้วนั้นคุณจะต้องวาง Keyword ให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญของบทความ ( URL, Title ,Internal link ) ทั้งนี้เพื่อให้ Search engine เ่ข้าใจว่าเราเขียนถึงเรื่องอะไร และเมื่อมีผู้เสริชหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ Search engine จะได้นำข้อมูลไปนำเสนอให้แก่ผู้สืบค้นได้ถูก
    4. การตลาดที่ดี ใครว่าทำเว็บไซต์ไม่เกี่ยวกับการตลาด การทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จคุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ตลาด ต้องรู้ว่าผู้สืบค้นข้อมูล ในที่นี้ก็คือลูกค้านั่นเอง เร้าต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อที่เราจะได้หามาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ถูก
      สำหรับการตลาดส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การทำ Onpage ใ้ห้เว็บไซต์คุณคือ เมื่อคุณทำสามข้อด้านบนมาหมดแล้ว คุณจะทำยังไงให้บทความดี ๆ เนื้อหาดี ๆ ของคุณถึงมือลูกค้า อย่างสมบูรณ์แบบและไวที่สุด ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแบ่งปันระหว่างผู้ใช้ เพื่อ Backlink ที่จะย้อนกลับเข้ามาหาเราในอนาคต
      ยิ่งปัจจัยล่าสุดที่ Google เผยไต๋ออกมา คือ อัลกอริทึ่มปัจจุบันและอนาคตจะนำส่วนของ Traffic หรือ อัตราการเข้าชมเว็บไซต์มาคิดคำนวณเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ด้วย ดังนั้นการตลาดคือสิ่งจำเป็นในการทำอันดับไปโดยปริยาย
    5. Hosting หรือพื้นที่ในการวางเว็บไซต์ ผมจัดให้ Hosting อยู่ในส่วนของการทำ Onpage ใ้ห้เว็บไซต์ เนื่องจากว่าเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ เราสามารถควบคุมได้โดยการเลือกหา Hosting ที่เร็วแรง และสเถียรภาพ สิ่งที่ Webmaster มือใหม่ไม่รู้และผิดพลาดกันมาก อีกส่วนหนึ่งคือส่วนนี้  คุณเชื่อหรือไม่ว่าเพียง โฮสที่คุณเลือกใช้ล่ม หรือใช้งา่นไม่ได้แค่ 30 นาที และเป็น 30 นาทีที่ Google Bot กำลังเข้ามาตรวจสอบเพื่อเก็บข้อมูลเว็บไซต์คุณนั้น มันสามารถทำให้คุณร่วงจากอันดับหนึ่งไปอยู่หน้า 2 ได่้เลยทันที และล่าสุดอีกเหมือนกันที่ Google เผยไต๋ออกมา ว่า อัลกอริทึ่มตัวใหม่จะใช้ ความเร็วของการโหลดหน้าเว็บไปคำนวณเพื่อจัดอันดับด้วย
      นอกจากการโ่หลดหน้าเว็บที่รวดเร็วจะส่งผลดีต่อ Search Engine แล้วยังส่งผลดีกับผู้เข้าชมเว็บไซต์คุณ คุณคงไม่ปลื้่มนักที่เข้าเว็บไซต์เพื่อจะหาข้อมูล หรือซื้อสินค้า แล้วหน้าเว็บโหลดทีใช้เวลาเป็นนาที สำหรับผมแล้ว แค่ 30 วินาที ผมก็ปิดทิ้งแล้ว นอกจากการโหลดหน้าเว็บแล้ว การเลือกใช้ Hosting ที่แรง ๆ นั้น ส่งผลต่อการเก็บข้อมูลของ Google Bot ให้เป็นไปอย่างราบลื่นการไต่ของบอทจะไต่ได้ “ลึก” และ “เร็ว” กว่า
      ดังนั้น ถ้าคุณทำเว็บไทย คุณก็ควรเลือกใช้ Hosting ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพื่อความเร็วของการแสดงหน้าเว็บ ถ้าทำเว็บนอกก็ควรใช้เว็บที่ Server ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ เพื่อความรวดเร็วเช่นกัน สำหรับมือใหม่ อยากทำเว็บขายสินค้าหรือเว็บไซต์เพื่อทำ Adsense ก็ตาม ถ้าเป็นโฮสนอกผมแนะนำ Hostgator ที่ผมใช้อยู่ ซึ่งราคาถูก และให้พื้นที่ กับ Domain Unlimited ถ้าเป็นโฮสไทย ผมใช้อยู่้สองที่ แต่เนะนำของน้องคนนึง โฮสแรง บอทแรง ที่ Hosting IDC www.hostingidc.com ลองใช้กันดูครับ
    6. การปรับ Onpage ด้วยการใส่ใจทุกรายละเอียด สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในการทำ Onpage SEO คือการใส่ใจรายละเอียดในการปรับแต่ง Onpage ทุกขั้นตอนเพราะการทำ Onpage เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้เองทุกขั้นตอน เป็นคะแนน Ranking ที่เราได้มาด้วยตัวเราเอง

    หวังว่าบทความข้างต้นจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อย สุขสันต์วันคริสมาสต์ครับ